รู้หรือไม่ ? วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) คือกระดูกสันหลังที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย ด้วยจำนวนกว่า 3.1 ล้านราย ซึ่งคิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด และโอบอุ้มการจ้างงานไว้มากกว่า 70% ของประเทศ ทว่าเมื่อหันไปมองสังเวียนการค้าระหว่างประเทศ SMEs ไทยกลับมีสัดส่วนในมูลค่าการส่งออกรวมไม่ถึง 15%
ตัวเลขที่สวนทางกันนี้ สะท้อนชัดว่าอุปสรรคเชิงโครงสร้าง ทรัพยากร และกำแพงภาษา ยังคงเป็นโซ่ตรวนที่ฉุดรั้งผู้ผลิตไทยแต่การขยับตัวล่าสุดของแพลตฟอร์ม B2B ระดับโลกอย่าง Alibaba.com ที่เปิดตัว “Accio” ผู้ช่วยธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย Agentic AI อาจเป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” ครั้งสำคัญที่จะมาทลายโซ่ตรวนนี้
“Core Interview” ขอพาไปเจาะลึกทรรศนะและอินไซด์จากแพลตฟอร์มระดับโลก กับข้อมูลเจาะลึกที่ฉีกทุกกฎการตลาด B2B แบบเดิมๆ
จับตาเทรนด์โลก: สินค้าไทยเนื้อหอม เพราะสงครามการค้า หรือ AI เป็นใจ?
Alibaba.com แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบ B2B ระดับโลก เพิ่งประกาศเปิดตัว “Accio” ผู้ช่วยธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย Agentic AI อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายในงาน Thailand B2B AI Seller Summit 2026 ณ DITP Hall นับเป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างเทคโนโลยีจากการใช้งาน AI สนทนาทั่วไป (Conversational AI) สู่ระบบเอเจนต์อัตโนมัติ (Autonomous AI Agents) ที่สามารถประสานการทำงานและตัดสินใจทางธุรกิจข้ามพรมแดนได้ตั้งแต่ต้นจนจบ (End-to-End)

นายโรเจอร์ ลัว หัวหน้าฝ่ายธุรกิจภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Alibaba.com ระบุว่า พันธกิจหลักคือการเสริมขีดความสามารถให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถดำเนินงานได้ทัดเทียมองค์กรขนาดใหญ่ก้าวข้ามข้อจำกัดด้านทรัพยากร บุคลากร และความเชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันไทยมี SMEs กว่า 3.1 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของภาคธุรกิจและสร้างการจ้างงานกว่า70% ทว่ามีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกตรงไม่ถึง 15% ของมูลค่าการส่งออกรวม
แต่ทั้งนี้ข้อมูลที่น่าสนใจบนแพลตฟอร์มในเดือนสิงหาคม 2569 ชี้ว่า จำนวนรายการสินค้าจากผู้ส่งออกไทยเติบโตพุ่งทะยานกว่า 150% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ยอดคำสอบถามข้อมูลจากผู้ซื้อพุ่งสูงกว่า 90% จึงเกิดสิ่งที่หลายคนสงสัยคือ ผู้ซื้อต่างชาติหันมาสั่งสินค้าจากไทยมากขึ้นเพียงเพราะหนีการขึ้นภาษีสินค้าจีนของสหรัฐฯ หรือไม่?
ข้อมูลเชิงลึกจาก Alibaba.com ให้มุมมองต่อปรากฏการณ์นี้ว่า การตัดสินใจไม่ได้มาจากปัจจัยด้านนโยบายเพียงอย่างเดียว “เรามองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลจากการที่ผู้ซื้อหันมากระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานเชิงรุก มากกว่าจะเกิดจากปัจจัยด้านนโยบายใดนโยบายหนึ่งเพียงอย่างเดียว”
พร้อมย้ำว่าการสั่งซื้อในสเกล B2B ผู้ซื้อยังต้องมองรอบด้าน ทั้งต้นทุน ระยะเวลาส่งมอบ กำลังการผลิต และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน นี่จึงเป็น “โอกาสทอง” ที่แท้จริงของกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ความงาม ชิ้นส่วนยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ของไทย
กฎเหล็กยุคใหม่: หมดยุคทำการตลาดให้ “คนเห็น” แต่ต้องทำข้อมูลให้ “AI เลือก”
เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคที่ผู้ซื้อต่างชาติไม่ได้นั่งค้นหาซัพพลายเออร์เองทีละราย แต่มอบหมายให้ “AI Agent” เป็นคนคัดกรอง แล้วธุรกิจไทยจะเอาชนะคู่แข่งจากประเทศที่ต้นทุนถูกกว่าได้อย่างไร?
อีธาน หวัง หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับผู้ขายระดับโลกของ Alibaba.com อธิบายถึงการพัฒนาเทคโนโลยีว่า “เราพัฒนา Accio เพื่อให้ SMEs มีทีม AI ที่พร้อมเริ่มงานได้ทันที ใช้งานง่าย ทำงานได้อย่างมืออาชีพยิ่งขึ้น และดำเนินงานได้ด้วยตนเองมากขึ้น Accio จะช่วยเปิดมิติใหม่ให้ธุรกิจที่มีทีมงานขนาดเล็กสามารถแข่งขันและประสบความสำเร็จในเวทีโลก”
ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับกลไกการทำงานของแพลตฟอร์ม ที่ระบุชัดเจนว่า AI ไม่ได้มองหาแค่คนที่ขายถูกที่สุด “AI ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ราคา แต่ยังคำนึงถึงความถูกต้องของข้อมูลและคุณลักษณะสินค้า ความครบถ้วนของใบรับรอง ความสม่ำเสมอในการจัดหาสินค้า… AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ไม่ได้ทำให้จุดเด่นและความแตกต่างที่สำคัญระหว่างซัพพลายเออร์หมดไป”
ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยไม่จำเป็นต้องไปวิ่งแข่งหั่นราคาเพื่อ “เอาใจ AI” สิ่งที่ต้องทำคือการแปลงความเก่งกาจที่มีอยู่แล้ว ให้กลายเป็น “ข้อมูลเชิงโครงสร้าง” ที่ AI สามารถตรวจสอบและนำไปยืนยันกับผู้ซื้อได้ ไม่ว่าจะเป็น สเปกสินค้าที่ชัดเจน ระยะเวลาส่งมอบที่แม่นยำ และอัตราการตอบแชทที่รวดเร็ว
เทคโนโลยีฉลาดล้ำ แต่ “มนุษย์” ต้องเป็นผู้ถือสิทธิ์ขาด
หลายธุรกิจตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า หากปล่อยให้ Agentic AI เจรจาธุรกิจโดยอัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง แล้ว AI ดันไปตกลงเงื่อนไขที่เสียเปรียบ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ?
คำชี้แจงจากทีมพัฒนาคือ แม้ Accio จะฉลาดแค่ไหน แต่กระบวนการทั้งหมดจะ “อยู่ภายใต้การควบคุมและขอบเขตที่ผู้ขายอนุญาต” เท่านั้น โดยขั้นตอนชี้เป็นชี้ตายยังคงต้องใช้ “มนุษย์” เป็นผู้อนุมัติขั้นสุดท้ายเสมอ ได้แก่
- การเคาะราคาเสนอขายขั้นสุดท้าย
- การอนุมัติการปรับแต่งสินค้าตามความต้องการและตัวอย่างสินค้า
- การยืนยันเงื่อนไขการชำระเงินและระยะเวลาเครดิต
- การตกลงเงื่อนไขการจัดการข้อพิพาทและการคืนสินค้า
ความโปร่งใสของแพลตฟอร์ม: มีเงินทุ่มโฆษณา ก็ใช่ว่าจะซื้อใจ AI ได้
อีกหนึ่งประเด็นร้อนคือ การซื้อโฆษณา (Keyword-bidding) จะมีผลต่อการที่ AI แนะนำซัพพลายเออร์หรือไม่? ทาง Alibaba.com ยืนยันว่า “ระบบการโฆษณา” กับ “การแนะนำซัพพลายเออร์โดย AI” เป็นสองระบบที่ทำงานแยกจากกัน
AI จะคัดเลือกซัพพลายเออร์จากความสมบูรณ์ของข้อมูล และประสิทธิภาพการให้บริการเป็นหลัก “ส่วนการโฆษณาสามารถมีผลต่อตำแหน่งการแสดงผลได้ก็ต่อเมื่อซัพพลายเออร์ผ่านเกณฑ์การได้รับการแนะนำแล้ว” และทุกจุดที่ผู้ขายชำระเงิน จะมีป้ายกำกับบอกอย่างชัดเจนว่าเป็นโฆษณา เพื่อให้ผู้ซื้อแยกแยะได้
วิสัยทัศน์ที่มุ่งยกระดับ SMEs ท้องถิ่นสู่ชั้นแนวหน้า
โรเจอร์ ลัว หัวหน้าฝ่ายธุรกิจภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Alibaba.com ทิ้งท้ายถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดไว้ว่า “พันธกิจของเราในประเทศไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การนำผู้ประกอบการมาเปิดร้านบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ แต่เรามุ่งเสริมขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการไทยดำเนินธุรกิจได้ทัดเทียมองค์กรขนาดใหญ่” เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคและ “ลดช่องว่างด้านทรัพยากรที่เป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง”
ทิศทางดังกล่าวสอดรับกับมุมมองของภาครัฐไทย โดย นายวุฒิศักดิ์ กาญจนาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับตัวว่า “เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทมากขึ้นในการเสริมศักยภาพทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดต่างประเทศ ธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SMEs จึงต้องปรับตัวให้ทันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และนำเครื่องมือดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้เข้าใจตลาดได้ดียิ่งขึ้น เข้าถึงผู้ซื้อในต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก”
สุดท้ายนี้ สมรภูมิการค้าข้ามพรมแดนยุคใหม่ไม่ใช่แค่เรื่องของสายป่านทางการเงิน แต่วัดกันที่ใครสามารถปรับตัวและป้อนข้อมูลให้ AI ทำงานแทนได้อย่างชาญฉลาดกว่ากัน วิสัยทัศน์จากแพลตฟอร์มระดับโลกในครั้งนี้ ถือเป็นการโยนโจทย์สำคัญว่า… SMEs ไทย พร้อมหรือยังที่จะใช้ Agentic AI เป็นสปริงบอร์ดทะยานสู่เวทีโลก?